Ling

  Thai Traders

ประวัติ


Ling (Forex Trader, Cryptocurrency Trader, Stock Investor, Commodity Trader) เป็นนามแฝงของเทรดเดอร์อิสระ อาชีพหลักของเขาคือ นักคิดเชิงระบบ (Complex System Engineer) เขามีอาชีพเสริมเป็นนักวิจัย เขาเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ มีความถนัดงานศิลปะ งานประดิษฐ์ ชอบงานศิลปะหลายอย่างมากกว่างานทางด้านวิชาการที่นักวิชาการหลายคนชื่นชมเขา เขาเป็นคนตรงไปตรงมา ความเด็ดขาดในคำพูดซึ่งทำให้หลาย ๆ คนรอบข้างบอกว่าเป็นคนใจแข็ง เลือดเย็น ชอบความไม่อ้อมค้อม เปิดเผยตัวยาก ไม่ไว้ใจคนอื่น เป็นคนมีแผนการซับซ้อน ชอบเกมส์กลยุทธ์ ชอบเกมส์ทำสงคราม และศึกษาวิถีแห่งการได้มาแห่งความสามารถจากตัวอย่างที่เขาชื่นชอบ ตัวอย่างเช่น มิยาโมโตะ มุซาชิ กลยุทธ์ซุนจื่อ สามก๊ก เจงกิสข่าน พระไตรปิฏกหมวดสุตันตปิฏก

ในวัยเด็กสิ่งที่เขามุ่งหวังคือ สติปัญญา เมื่อแม่ของเขาถามว่า “ให้เลือกระหว่างเงินกับความเก่งจะเอาอะไร?” เขาไม่ลังเลที่เลือกที่อยากจะเก่งเพราะว่า ถ้าหากมีความสามารถจะหาเงินเท่าไหร่ก็หาได้ ข้อเสียที่ชัดเจนของเขาคือ ไม่สามารถอดทนทำในสิ่งที่ไม่ถนัดและไม่ชอบได้นานนัก ทำให้คนมองว่าเขาเป็นคนที่ทำอะไรไม่ตั้งใจจริง ในชีวิตเขา เขาลาออกจากการทำงานมาประมาณ 10 บริษัท โดยแต่ละที่ทำงานได้ไม่ถึง 1 ปี แม้แต่ในบริษัทสุดท้าย ที่เขาทำมาตั้ง 3 ปีซึ่งนานที่สุด เขาก็ยังลาออกและเป็นเทรดเดอร์อิสระ เขารักอิสระและจะไม่ทำอะไรที่ฝืนความรู้สึก สาเหตุน่าจะมาจากการถูกเลี้ยงดูแบบอิสระและไม่อยู่ในกรอบ ความคิดสร้างสรรค์ของเขาและการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักทำให้เขาไปได้ไกลพอสมควรในโลกของการเทรด แม้จะไม่ได้ศึกษาหรือเรียนรู้มาจากไหน ซึ่งมาจากการเรียนรู้ของตัวเองผ่านสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น

เขามีความเป็นนักเขียน เขาเคยแต่งหนังสือเพื่อเผยแพร่ความรู้ และเขาส่งเรื่องมาให้ทาง Masternodelibrary เพราะคิดว่าเรื่องราวของเขาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในตลาด เพื่อให้ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ความผิดพลาด การคิดการตัดสินใจของเขาในอดีต เนื้อหาของเขาผ่านการตีความและตรวจทานจากคนต้นเรื่องและเรื่องของ Ling เป็นเรื่องแรกของ MasternodeLibrary.com ที่ไม่ใช่แนวอัตชีวประวัติแต่เป็นแนวทางการเล่าเรื่องเชิงเรื่องสั้นที่ Ling ถนัด

ชีวิตในวัยเด็ก 


ในวัยเด็กของเขาพ่อแม่แยกทางกันทำให้ชีวิตของเขาค่อนข้างลำบาก เขาต้องอาศัยอยู่กับตา จึงทำให้ชีวิตของเขาได้รับอิสระมาก เพราะตาไม่ค่อยจะใส่ใจว่าเขาจะไปเที่ยวไปเล่นที่ไหน จะทำอะไรก็ไม่ค่อยมีใครห้ามปราม ส่งผลให้เขารักอิสระในการคิดในการทำงานสูงเมื่อโตขึ้นมา ในตอนเด็กพ่อของเขาเคยกลับมาอยู่ด้วยและตั้งกฏระเบียบมากมาย เช่น การให้เที่ยวอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เขารู้สึกอึดอัดและไม่ชอบกฏระเบียบแม้แต่น้อย ตอนเด็ก ๆ เขาจัดว่าเป็นเด็กในกลุ่มลูกจ๊อก เพราะว่าเป็นลูกน้องชั้นปลายแถวที่ใครใช้ให้ไปแกล้งคนอื่น แม้ว่าจะไม่อยากทำเลยก็ตาม ผลการเรียนของเขาเป็นเด็กปานกลางมาก ๆ เกรดเฉลี่ยไม่เคยถึง 3.00 สักที ตั้งแต่มัธยมต้น จนถึงมหาวิทยาลัย ทั้ง ๆ ที่ในระดับประถมเขาถือเป็นระดับหัวแถว Ling กล่าวว่า พรสวรรค์ของเขาถูกทำลายโดยระบบการศึกษาของไทย ในวัยเด็กฝันว่าอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาเล่าให้ฟังว่า ในสมัยชั้น ป. 2 เขาชอบเข้าห้องสมุดและอ่านหนังสือ “50 ประวัตินักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก” แถมยังขโมยมันกลับมาบ้านอีกด้วย เขาชอบดูหนังประวัติของไอน์สไตน์ และหนังเกี่ยวกับเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงอื่น ๆ มุมหนังสือที่โปรดปรานมากที่สุดของเขาในวัยเด็กคือ มุมสารานุกรมฉบับเยาวชน เขาไม่ได้เข้าใจว่าเนื้อหาคืออะไร แต่ว่าหนึ่งในเนื้อหาที่เขาจำได้มีชื่อว่า “โลกสัณฐาน” เป็นภาพเกี่ยวกับภูมิศาตร์เกี่ยวกับเรื่องราวของโลก เขาชอบไปเปิดมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่เบื่อในห้องสมุด

ช่วงวัยรุ่น เขาได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือ การเรียนที่นี่เขาคิดว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตของเขา เขาพยายามยกระดับฐานะของตัวเองที่เป็นได้แค่ลูกจ๊อกในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น มาเป็นกลุ่มหัวแถว คนที่มีเพื่อนเยอะ คนที่ทำตัวเท่ห์ ทำให้เขาเกเรออกนอกลู่นอกทางไปไกล แต่ก็ยังกลับมาได้และพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง ในช่วงอายุ 17 ปี Ling ศึกษาว่าทำไมตัวเองถึงเรียนไม่เก่ง เขาพยายามพัฒนาสติปัญญาของตัวเอง ผ่านหนังสือที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “กองทัพธรรม” ของอาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพ เพราะที่ผ่านมาเขาดำรงชีวิตแบบขาดศรัทธา ไม่เข้าใจหลายอย่างที่เป็นการกระทำของมนุษย์ เช่น การไหว้พระอิฐพระปูน การกระทำที่เชื่อเรื่องดวง ภูติผีปีศาจ การบนบานศาลกล่าว เพื่อหาคำตอบเหล่านั้นเขาเริ่มต้นโดยไปอ่านหนังสือ จักรวาลวิทยา อนุภาคมืด เขาพบว่าหนังสือเหล่านี้อ่านสนุกดีแต่ไม่ใช่คำตอบของชีวิต เขาออกจากกลุ่มสำมะเลเทเมาและเข้าแต่ห้องสมุดจนได้ไปอ่านหนังสือชื่อ “กองทัพธรรม” และประทับใจกับหลักแห่งความเชื่อ ชื่อ “กาลามสูตร” ความมีเหตุมีผลของเนื้อหาที่ผู้เขียนสื่อผ่าน หลักการสอนของพ่อของสุรเสนะ ทำให้เขาคิดว่านี่แหละสิ่งที่เขาค้นหา หลังจากนั้นเขาเฝ้าแต่หาคำตอบว่า จะทำอย่างไรเขาถึงจะเก่งขึ้นกว่าเดิม

ในช่วงอายุ 16 – 18 ปีที่วิทยาลัยเทคนิคนี้ ชีวิตของ Ling ต้องเผชิญความลำบาก ถึงขั้นไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีเงินไปโรงเรียนและต้องอาศัยน้ำกินรองท้องก็เคยเกิดขึ้น แต่ว่าเขาก็สามารถอยู่รอดและเรียนจนจบมาได้เพราะว่า มีเพื่อนที่จริงใจช่วยเหลือมาตลอด ทำให้เขาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ในวัยรุ่นช่วงปลาย อายุประมาณ 19 – 22 ปี เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ชีวิตมหาวิทยาลัยก็เรียนไปอย่างนั้น Ling คิดแค่ว่าเอาตัวรอดให้จบ ๆ ไปไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากชีวิตในสมัยที่เรียนอยู่วิทยาลัยเทคนิค คือ การพยายามหาข้าวกินไปวัน ๆ และเอาตัวรอดให้ได้ ชีวิตแม้จะไม่ได้ลำบากมากด้วยการมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่บางมื้อก็ยังอดอยากเพราะต้องแบ่งเงินให้ที่บ้านใช้ด้วย

เส้นทางการลงทุน


ชีวิตของ Ling ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนตั้งแต่ต้น เขาไม่ได้มีคำว่า “การลงทุน” อยู่ในหัวเลย จนกระทั่งอายุ 23 ปี จากเพื่อนสนิทที่เขาบังเอิญได้ถามว่า “อนาคตเมิงจะทำอะไร?” เพื่อนตอบกลับมาว่า “กูจะเล่นหุ้น” ในใจของเขาอึ้งไปชั่วขณะและคิดว่า “มันคืออะไร ทำอะไรได้บ้างแล้วมันดีอย่างไร?” เขาคิดว่า “เราก็น่าจะเล่นหุ้นบ้าง” ทั้ง ๆ ที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร รู้แค่อย่างเดียวว่า มันคือที่ที่ซื้อขายอะไรกันสักอย่างที่คนรวย ๆ เขาทำกัน จากวันนั้นเขาได้พยายามหาความรู้เกี่ยวกับหุ้นและท้ายที่สุดเขาก็รู้แค่ว่า มันคือ สินค้าที่ซื้อขายกันในตลาดเหมือนกับผักผลไม้ทั่วไปที่วางขายในตลาดและเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก

ในช่วงชีวิตการทำงานช่วงนั้น เงินเดือนก็ได้น้อยกว่าเพื่อนคนอื่นเขา เพียง 3,500 บาท ทั้งที่คนอื่นเขาได้ 6,000 บาท เขาจึงคิดว่าควรจะหางานที่ได้เงินมากกว่าที่เป็นอยู่ สุดท้ายไปลงเอยด้วยการเป็นไกด์และต้องหาค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าอบรมไกด์จำนวน 35,000 บาท (พ.ศ. 2548) แต่ชีวิตที่เริ่มจากติดลบไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว จำต้องหยิบยืมเพื่อนทั้งจำนวนเพื่อที่จะอบรมและได้บัตรมัคคุเทศก์ และไม่รู้ว่าการลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่าหรือไม่  ภายหลังจากมาทำงานเป็นไกด์นำเที่ยวพบว่า ชีวิตมันไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิดและไม่ใช่งานที่ชอบเอาเสียเลย ต้องเผชิญกับความกดดัน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การโกหกการหลอกลวง ซึ่งไม่ใช่วิสัยของเขา แม้ว่าจะได้รายได้ดีมากกว่าการทำงานเอกสารตามออฟฟิศก็ตาม ด้วยเหตุนี้พออยู่ได้หน่อยก็แสวงหางานใหม่อีก

อายุ 24 ปี เพื่อนสนิทชวนไปสมัครงานที่กรุงเทพฯ และตอนนี้เริ่มคิดว่าอยากจะลงทุนกับหุ้นแล้ว เพราะว่า เบื่อหน่ายกับอาชีพมัคคุเทศก์ที่ต้องเป็นที่รองรับอารมณ์ของลูกค้า เขาคิดว่า “หากเรามีอิสระทางการเงินคงจะดี” คิดได้อย่างนั้นจึงตั้งใจบากหน้าเข้ากรุงที่เป็นสถานที่สุดท้ายที่คิดว่าจะไปในชีวิต โดยให้เพื่อนไปลุยก่อน แล้วตามไปอยู่กับเพื่อนทีหลังด้วยเงินเก็บไม่กี่พันบาท ช่วงแรกไปเช่าอยู่แถวกลางเมืองในย่านคนงานก่อสร้างเขาอยู่รวมกัน ก็ไปอยู่ปนกับเขา และสุดท้ายก็ได้งานที่บริษัทนำเที่ยว สัญชาติออสเตรเลีย เขาให้เงินเดือนมากแบบที่ไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะได้เงินเดือนขนาดนี้ คือ ค่าแรงขั้นต่ำ 5,000 บาท เขาได้มาตั้ง 45,000 บาท สำหรับเด็กวัย 24 ปี และคิดว่านี่แหละ เราจะทำงานเก็บเงิน 1 ปี เพื่อที่จะออกมาเทรดหุ้นและอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับคนอีกต่อไป จากบทเรียนเรื่องการเบื่อการทำงานกับคน เขาทำงานอยู่ได้ประมาณ 5 – 6 เดือนก็เก็บเงินได้แสนกว่าบาท และตัดสินใจลาออกอย่างเด็ดขาดเมื่อเดือนธันวาคม 2550 คิดว่าจะมาซื้อขายหุ้นและอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน โดยช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะออกจากงาน เขาได้ลองเปิดบัญชีและซื้อขายหุ้น KBANK และเข้าซื้อหุ้น 100,000 บาทและได้กำไรมา 5,000 บาทภายใน 2 วัน มันทำให้เขาคิดว่า “ถ้าหากต้องแลกกับเงิน 5,000 บาทโดยการซื้อขาย 2 ครั้ง เดือนหนึ่งก็ได้เยอะกว่าเงินเดือนขั้นต่ำถึง 2 เท่า แม้ว่าจะไม่ได้เงินเดือนเยอะถึง 45,000 บาทแต่ก็อยู่ได้สบายหล่ะว๊ะ!!” เขาตัดสินใจออกจากงานและมาเทรด

เมื่อออกมาเทรดและใช้ชีวิตโดยไม่ต้องทำงานอย่างที่เขาวาดฝัน ปรากฏว่าชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การเข้าซื้อ ๆ ขาย ๆ บางครั้งก็กำไรบางครั้งก็ขาดทุนโดยที่ไม่ได้มีความรู้เลย ไม่มีหลักการ ไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่ได้รู้ว่าการวิเคราะห์คืออะไร ไม่รู้จักแม้กระทั่งนักวิเคราะห์ ไม่เคยดูข่าวหุ้น ทำตามที่คิดว่าดี อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เองเขาได้คิดวิธีซื้อขายหุ้นขึ้นเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการซื้อขายหุ้นของเขาในปัจจุบันทั้งหมด สถานการณ์ของเขาเหมือนว่าจะอยู่รอดในเดือนแรก เมื่อได้กำไรประมาณ 7,000 บาท ขณะที่เดือนที่สองต่างกันราวฟ้ากับเหว เขาเข้าซื้อขายหุ้น TTA และเผชิญกับภาวะขาดทุนเกือบ 10,000 บาท ทำให้เขาขวัญหนีดีฝ่อและไม่รู้จะทำอย่างไร จนได้โทรศัพท์คุยกับนักการตลาดที่เขาเปิดบัญชีด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักกับคำว่า Technical Analysis พี่นักการตลาดนัดเจอเขาและสอนการดูกราฟให้ เขากลับมาทำการบ้านและดูกราฟเพิ่มเติมพร้อมกับตื่นเต้นที่ได้เจอเทคนิคใหม่และคิดว่ามันจะทำกำไรได้แน่ ๆ นอกจากนี้เขายังพยายามทำความเข้าใจเพิ่มเติมโดยเริ่มจากค้นหาใน Google จนพอจะเข้าใจวิธีการใช้งานและพบว่าหุ้น TTA กำลังจะกลับตัวและราคาน่าจะขึ้น เขาจึงเข้าซื้อขายอีกครั้ง แต่สุดท้ายมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เมื่อครั้งนี้ราคาลดลงอย่างหนักจนเจ็บตัวมากกว่าครั้งก่อน ขาดทุนไปร่วม 30,000 บาท ทำให้เหลือเงินในการซื้อขายไม่ถึง 70,000 ความหวังที่เลือนลางก็ต้องมาริบหรี่ลงไปอีก จนทำให้เขาต้องกลับมาคิดที่จะกลับไปทำงาน ชีวิตและความฝันที่ได้ใช้มาตลอดช่วงระยะเวลานั้น มันเป็นฝันเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้นเอง

ในวัย 26 ปีกว่า ๆ ก็ต้องซมซานกลับมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อที่จะเลี้ยงตัวและคิดว่าจะต้องกู้คืน Portfolio ของตนคืนมาให้ได้ ช่วงนั้นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหุ้นเพิ่มเติม โดยเริ่มจากการศึกษาหาคนเก่ง ซึ่งได้เจอกับวิธีการซื้อขายหุ้นแปลก ๆ มากมาย เช่นกลุ่ม MGroup หรือว่าการเทรดแบบ DeScending Method ของคุณ “เด่น” เขาพบว่ามีนักเทรดชื่อดังในโลกออนไลน์มากมายที่เขาไม่รู้จัก Ling พยายามศึกษาแนวคิดและความคิดของคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาได้กำไรเพิ่มเติมขึ้นมาเลย หลังจากนั้นไม่นานเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตได้เกิดขึ้น ตลาดหุ้นตกหนักทั่วโลก ในตอนนั้นเขายังถือหุ้น TTA อยู่ราคาประมาณ 21 บาทต่อหุ้น เหตุการณ์ที่ว่านั้นคือ Hamberger Crisis หรือวิกฤติ Subprime ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่มันทำให้ราคาหุ้น TTA เหลือ 7 บาทได้ไม่ยาก ความรู้สึกตอนนั้น เรียกว่า “สิ้นหวัง” สิ้นเนื้อประดาตัว Portfolio เหลือต่ำกว่า 20,000 บาทเสียอีก ออกไปนั่งจ้อมป๊อกตรงขอบฟุตบาทหน้าโรงเรียนที่ตัวเองสอน แล้วคิดในใจว่า “ถ้าหากกูไม่ลงทุนในหุ้นและเอาเงินไปซื้อบ้านซื้อรถแบบคนอื่นเขา หรือเอาไปจ่าย กยศ. ซะ ตอนนี้ชีวิตกูคงไม่เป็นแบบนี้หรอก” ด้วยความที่เงินก็ไม่เหลือและก็งานการก็ไม่มั่นคงทำให้ถึงขนาดเสียผู้เสียคน น้ำหนักลด กินไม่ได้นอนไม่หลับ ก่อนนอนเอาแต่หาวิธีเอาเงินคืนจนผล็อยหลับไป จากจุดที่เงินเริ่มต้นกว่า 1 แสนบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 1 หมื่นกว่าบาท ทำให้ Ling เข้าใจเลยหล่ะว่าทำไมคนอื่นถึงคิดฆ่าตัวตาย

ความที่ใจกังวลเลยไม่รู้จะทำอะไร คิดว่าการอ่านหนังสือน่าจะช่วยได้ Ling พยายามทำใจให้สงบด้วยการอ่านหนังสือ เขาจึงได้หยิบหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเล่มหนึ่งมาอ่านอย่างบังเอิญและเจอคำพูดหนึ่งของ Warren Buffet ที่ว่า “หากคุณทนเห็น Portfolio ของคุณติดลบ 80 % ไม่ได้ คุณเลิกเทรดหุ้นเสียเถอะ” คำพูดนี้แม้จะไม่ได้ให้ความเข้าใจหรือให้แนวคิด วิธีการเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นอะไรมากนักแต่เป็นเหมือนแสงสว่างในปลายอุโมงค์ ยามหลงอยู่ในถ้ำอันมืดมิดและคิดว่า “เขาก็เจ็บเหมือนเรานี่หว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องผ่านไปให้ได้” จากเหตุการณ์วันนั้น Ling ตัดสินใจยืมเงินแฟนมาลงทุน 3 หมื่นบาทโดยเข้าซื้อ PTTAR ในราคา 5 บาทและไปขายที่ราคา 14 บาท นั่นทำให้เขาได้เงิน 1 แสนบาทกลับมาอีกครั้งใน 2 ปีให้หลัง เหตุการณ์ระหว่าง 2 ปีนั้นเขาต้องอดทนและเรียนรู้ เขาได้ทำความเข้าใจกับตลาดหุ้นมากขึ้น จนค้นพบว่าวิธีการซื้อขายที่ตัวเองคิดค้นขึ้นตั้งแต่อายุ 25 ปี ครั้งแรกนั้นใช้ได้ผล

ในระหว่างเหตุการณ์เป็นครูในวัย 27 ปี ในช่วงพ.ศ. 2552 โดยประมาณเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทย (น้องน้ำ) หลังวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เขาได้พบกับโลกของ Forex ซึ่งทำให้เขาคิดว่าเขาอาจจะได้เงินคืนจากการขาดทุนหุ้นอย่างรวดเร็ว เขารู้จัก Forex จากเทรดเดอร์ที่มีนามแฝงว่า Moon เขามีชื่อเสียงพอสมควรในความคิดของ Ling เนื่องจากเป็นชื่อที่โดดเด่นในคอมเม้นกระทู้ในเว็บบอร์ดพันทิป Ling รีบขอ Moon เป็นเพื่อนผ่านโปรแกรมแชท MSN และได้คุยกัน โดย Moon บอกว่า “ตลาดหุ้นมันกระจอกไปแล้วต้องเทรด Forex สภาพคล่องสูงกว่าเป็น 100 เท่า ตลาดเปิด 24 ชั่วโมง” เขารีบเปิดโปรแกรมหาดูว่ามันทำงานอย่างไร ปรากฏว่าเป็นโปรแกรมเดียวกันกับที่เขาเคยเปิดดูเมื่อตอนอายุ 23 ปีหลังจากที่เพื่อนสนิทของเขาบอกว่าอยากเล่นหุ้น และเคยดูตอนอายุ 25 ปีอีกครั้งหนึ่ง มันคือโปรแกรม MT4 ประตูสุ่นรกได้เปิดขึ้นแล้ว สุดท้ายก็ได้เทรด Forex ครั้งแรกเขาลงทุนไป 3,000 บาท (100 USD) ได้กำไรมาอย่างรวดเร็วประมาณ 30 USD ซึ่งคิดเป็น 30 % ภายในข้ามคืน ถึงตอนนั้นเริ่มฝันแล้วว่า “นี่แหละที่จะทำให้เราได้เงินคืนอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอเป็นปีเป็นชาติก็ทำกำไร 30 % ได้ในคืนเดียว” ในวันนั้นจำได้ว่าพานักเรียนโรงเรียนเอกชนไปทัศนศึกษา และใจกระวนกระวายอยากดู Forex ตลอดเวลาและคาดว่าจะได้กำไร แต่มันไม่สวยหรูอย่างนั้น การโดน Margin Call ครั้งแรกเกิดขึ้นในอาทิตย์แรกของการเทรด Forex นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของการเป็นครูในโรงเรียนเอกชนได้ยุติบทบาทลง เมื่อเขาตัดสินใจกลับไปเร่ขายจิตวิญญาณเพื่อแลกกับเงินด้วยการทำงานบริษัทท่องเที่ยว สัญชาติแคนาดา ซึ่งเป็นบริษัทเปิดใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่าบริษัทก่อนหน้าถึง 1 เท่าตัว เป้าหมายครั้งนี้ของเขาคือการใช้คืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้หมด เก็บเงินไว้เทรด Forex นิดหน่อยและช่วงนี้จะต้องใช้เวลาในการศึกษาระหว่างที่ทำงาน และเราก็เก็บหอมรอมริบซื้อหุ้นไป มันดูเหมือนจะเป็นฝันที่ไม่เลวร้ายไปซะทั้งหมด ทั้งที่ก่อนหน้าก็คิดอยู่ว่าจะไม่รอดอยู่แล้วเชียวกับวิกฤติ Subprime

เริ่มต้นการทำงานในบริษัทสัญชาติ Canada ในอายุ 28 ปี ได้ทำการฝากเงินเข้า Portfolio เพื่อลงทุน Forex เรื่อย ๆ และก็โดน Margin Call อยู่เรื่อย ๆ เช่นกัน ประมาณสัก 2 – 3 ครั้งแต่ก็ไม่ใช่จำนวนเงินที่มากอะไร เขาคิดว่าเป็นอะไรที่ต้องเสียเพื่อเป็นการลองวิชา ช่วงนั้นสิงอยู่ในเว็บบอร์ด Forex อันดับหนึ่งของประเทศ ใน 1 ทริปรอบการทำงานทางด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเท่ากับ 30 กว่าวันไม่ได้อยู่ในเมืองไทยเลย Ling จะแบกหนังสือเกี่ยวกับการเทรดไปอ่านระหว่างการเดินทางเป็นตั้ง ๆ โดยกลับมาเมืองไทยอีกทีก็จบหลายเล่มพอดีและก็ขนหนังสือไปอ่านอีก ณ ตอนนั้นคิดไว้ว่าอยากจะทำงานเก็บเงินให้ได้สัก 3 ล้านบาท แต่อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พานักท่องเที่ยวตระเวณอยู่ที่เวียดนาม เห็นไกด์เวียดนามคนแก่คนหนึ่งพานักท่องเที่ยวมาในสภาพอิดโรย เราก็คิดในใจว่า “อายุขนาดนี้กูคงไม่มาเป็นไกด์แล้วหล่ะ” เขาคิดในใจ เพียงเท่านั้นแหละมันทำให้ฉุกคิดได้ว่า “อ้าว ถ้ากูเป็นไกด์ตอนนี้ วันข้างหน้ากูจะทำอะไรได้? เป็นข้าราชการรึไง๊? วุฒิก็ไม่ได้ คุณสมบัติก็ไม่ตรง แล้วจะทำอย่างอื่นได้รึไง ประสบการณ์ก็ไม่มี” ความคิดแบบนั้นเลยคิดว่าอย่างนี้จบไม่สวยและไม่พ้นธุรกิจท่องเที่ยวแน่ ๆ จึงคิดว่า เราคงต้องเปลี่ยนเส้นทางน้ำแล้วหล่ะ กระแสน้ำที่เราล่องอยู่นี้ย่อมพาเราไปหาจุดหมายที่ไกลกว่าเดิมและกลับตัวยากมากขึ้นทุกทีถ้าเราอยู่ผิดที่ผิดทางที่เราไม่ได้อยากจะเป็น ไม่ว่าเงินเดือนและรายได้มันจะมากขนาดไหนก็ตาม Ling จึงมีความคิดว่า ควรจะต้องลาออกตั้งแต่ยังหนุ่มและหาทางทำงานที่จะทำไปได้ตลอดชีวิต ตอนนั้นเลยคิดไว้ว่า อย่างแรกต้องใช้หนี้เงินกู้ กยศ. ให้หมดก่อนและค่อยเรียนต่อระดับปริญญาโท จะเรียนอะไรก็ไปคิดเอาข้างหน้าละกันว่า อะไรที่มีงานรองรับมากที่สุด แล้วก็เทรด Forex ไปด้วยและเทรดหุ้นไปด้วย ชีวิตจะได้มีความปลอดภัย Ling คำนวณจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในกิจกรรมเหล่านั้นแล้วก็จัดสรรเงินที่เก็บตั้งเป้าว่าจะลาออกเดือนไหน

ระหว่างนั้น Ling ชักเริ่มฉุกคิดได้ว่า “นี่มันวงจรอุบาทว์อะไรรึเปล่าฟร่ะ? ที่เราต้องลาออก ทำงาน ลาออก วนซ้ำไปซ้ำมา แล้วกูจะกลับมาที่เดิมนี้อีกไหม? ไม่ใช่ละ!” ในใจตอนนั้นคิดว่า “เราต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าทางที่เลือกมันถูกต้อง” เขาจึงพยายามทำงานของบริษัทให้ดีที่สุดเพื่อที่จะพิสูจน์ว่า เราไม่ได้ลาออกเพราะเบื่อหน่ายงาน เบื่อหน่ายคน เอาชนะตัวเองไม่ได้อีกตามเคยเลยออก และเขามีมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในตอนนั้นว่า “การลงทุนมันไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นตัวตั้งรึเปล่าฟร่ะ เพราะว่าไอ้ที่ผ่านมาเราเอาแต่คิดว่า ต้องมีเงินถึงจะลงทุนได้มันถึงกลับมาทำงานลาออกวนไปวนมาอยู่อย่างนี้ สิ่งสำคัญคือความรู้สิ” ผลจากการคิดแบบนั้นปรากฏว่า ช่วงเดือนนั้นทำคะแนนของบริษัทสูงสุดต่อเนื่อง เคยได้ทิปจากลูกค้าสูงสุดในบางเดือนถึง 60,000 บาทเลยทีเดียว รวมเวลาที่อยู่ในบริษัทใหม่นั้นได้ 8 เดือนและให้เพื่อนสนิทอีกคนมาทำแทนเรา เก็บเงินได้ประมาณ 3 แสนบาท โดยจัดสรรเงินเพื่อการเรียนต่อระดับปริญญาโท 100,000 บาท เก็บเงินไว้ใช้สำหรับ 1 ปี 100,000 บาท สำหรับ portfolio Forex 50,000 บาท และเตรียมไว้ให้เงินทางบ้านอีก 100,000 บาท (ตลอดที่ผ่านมา Ling เล่าว่าส่งเสียให้แม่ทุกเดือนไม่เคยขาด) และใช้หนี้เงิน กยศ. อีกจำนวน 100,000 บาท ซึ่งจะทำให้เขาเหลือหนี้ กยศ. อีก 150,000 บาท เขาคิดว่า เขาจะเทรดไปด้วยใช้หนี้ไปด้วย แต่มันไม่ได้สวยหรูอย่างนั้นหรอก เชื่อสิ

การลาออกอีกครั้งก็มาถึง เขาลาออกมาอยู่กับแฟนและไม่ทำการทำงานอีกเช่นเคย จนกระทั่งผ่านไป 1 ปี ปรากฏเงินเก็บสำหรับ Forex 50,000 บาท นั่น ไม่พอและโดน Margin Call อีกเช่นเคย ความรู้สึกสิ้นหวังเริ่มกลับมาอีกแล้ว เริ่มรู้สึกว่ามันวนไปเวียนมาอยู่ทีเดิมอีกแล้ว แต่คราวนี้ดันคิดว่าตัวเองใกล้จะสำเร็จแล้วกับ Forex จึงขายหุ้นที่เก็บมาตลอด 1 ปีและจากทำกำไรเพิ่มได้อีกนิดหน่อยทั้งหมดมาลงทุนกับ Forex ทั้งหมด 100,000 บาท “ไอ้ที่ดีอยู่แล้วไปทำให้เสีย ไอ้ที่เสียไม่รู้จักคิด” สุดท้ายจนแล้วจนรอด ไอ้ 100,000 บาทนี่ก็ทำท่าจะหมด จำได้ว่าเหลือ 2 – 3 หมื่นบาทเท่านั้น จนต้องคิดว่าจะทำอย่างไรดี ช่วงนั้นสิ้นหวังและคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า อารมณ์เดิม ๆ ขณะที่ใกล้จะสิ้นหวังกลับมา เขาได้ทำการศึกษา Forex เพิ่ม และหยุดการลงทุน แล้วหันมาอ่านหนังสือการลงทุนทุกประเภทที่เป็นตำราต่างประเทศ ตอนนั้นจำได้ว่าหมดเงินไปกับ Forex ตั้งแต่อายุ 27 ปี รวมกันก็มากกว่า 200,000 บาท ความคิดตอนนั้นคือ เงินก็หมดแล้ว จะกลับไปทำงานก็ไม่ได้แล้ว ต้องใช้เงินที่เหลืออยู่เรียนต่อ หุ้นก็หมดซะแล้วเพราะทำมันพัง แถมยังไม่พอทำท่าจะไม่มีเงินกินข้าว ส่วนเงินให้ทางบ้านยังมีอยู่

ช่วงที่สิงอยู่บอร์ด Forex นั้น ได้รู้จักกับเทรดเดอร์คนหนึ่งที่เราคิดว่าเขามีชื่อเสียงพอสมควร จึงทำการทักทายไปและสุดท้ายได้ก่อตั้งโปรแกรมฝึกโดยมี MGroup ฝึกให้ การฝึกที่นั่นไม่ได้มีอะไรพิเศษ เจ้าของโปรแกรมก็ไม่ได้สอนอะไร เพียงแค่ให้ซื้อขายตามความรู้ของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ที่นี่คือ พี่ที่ดูแลเราคนหนึ่งเขาเอาใจใส่ดีมาก เขาบริหารจัดการ นั่นเป็นแบบอย่างที่ดีและได้เรียนรู้จากตรงนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตามสำคัญที่บริหารจัดการ ความเข้มงวดของเขา และการทำงานที่รัดกุม ระหว่างนี้ การเทรด Forex ของ Ling หยุดไว้ชั่วคราวเทรดบ้างไม่เทรดบ้าง แต่ก็ไม่มี Margin Call เลยเพราะว่าไม่ได้เทรด แต่การรวมกลุ่มของ MGroup เริ่มหนาแน่นขึ้น จนเปิดขยายเป็นหลายรุ่นหลังจากนั้น

การฝึกที่ MGroup ในช่วงแรก เป็นการแบ่งเงินกันและทำกำไรให้ได้ โดยที่ทีมไหนทำกำไรไม่ได้จะต้องถูกโอนอำนาจในการเทรดให้กับทีมที่ทำกำไรได้ โดยตัดตามจำนวนส่วนต่าง กล่าวคือ ทีมที่ได้กำไรนอกจากจะได้กำไรแล้วยังได้ส่วนต่างกำไรของทีมตัวเองและคู่แข่ง แนวคิดนี้คือ การที่คนที่บริหารเงินได้ไม่ดีย่อมถูกโอนถ่ายเงินให้ไปคนที่บริหารจัดการได้ดีกว่าไปจัดการ แม้ว่าจะตื่นเต้นในช่วงแรก แต่ว่าคนที่มาฝึกด้วยไม่ Active เลยมีแค่ทีมของตัวเองเท่านั้น จึงทำให้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น จนกระทั่งเวลาผ่านไป มีการขยายรับรุ่นที่สองขึ้นมา ในช่วงที่มีการฝึกกับรุ่นสองได้มีโอกาสจับคู่กับคนที่มีสไตล์การเทรดคล้ายกัน คือ รวดเร็ว รุนแรง แม่นยำ พบว่าเราทำงานไม่เป็นทีมกันซะเลย แต่ว่าเป็นทีมที่น่ากลัวที่สุดในตอนนั้น Ling เล่าว่า เขาไม่ได้คาดว่าจะทำกำไรกินไปรายสัปดาห์เท่านั้น แต่คาดหวังว่าจะให้ปิดเกมส์ให้ได้ในครั้งเดียวนั้นเลย อย่างไรก็ตาม การแข่งขันนี้ไม่จบ เพราะว่าสุดท้ายเกมส์นี้ยกเลิก MGroup มีการรับเข้ามาใหม่และเริ่มรับเด็กใหม่เข้ามามาก

ตัดกลับมาที่สถานการณ์ของ portfolio ลงทุนในหุ้น จากที่ขายหุ้นนำเงินไปลงทุนใน Forex แล้วเจ๊ง จนเหลือเงินอยู่ 30,000 บาท เขากลับมาทบทวนสถานการณ์และนำแบบจำลองของเขามาปรับปรุง พัฒนาการเข้าซื้อขาย การปรับอารมณ์ความคาดหวัง และกลยุทธ์ หลักการคิดเสียใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เขาค้นพบตลอดเวลาที่ผ่านมา จนถึงการเทรดหุ้นตอนนี้คือ “มัวแต่ยึดติดกับวิธีการของคนอื่น จนลืมพัฒนาวิธีการของตัวเอง การไปหาวิธีการที่ดีจากเว็บบอร์ด การไปไล่ตามพวกเทพ หรือนักเทรดชื่อเสียงดัง ๆ ทั้งหลายเป็นเรื่องเสียเวลา” และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่พัฒนาวิธีการของตัวเอง โชคเข้าข้างนิดหน่อยที่เขาได้กำไรจากกายซื้อขายหุ้นคราวนั้น ชื่อ BWG หุ้น SOLAR โดยลำพัง 2 ตัวนี้ทำให้เขาได้เงิน 100,000 กลับมาหลังจากเหตุการณ์เหลือ 30,000 บาทอีก 1 ปีให้หลัง เขาซื้อ SOLAR 2 บาทกว่า ๆ ไปขายที่ 8 บาท ใครจะเชื่อมันวิ่งไปถึง 15 บาทกว่านู่น นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้กำไรเกิน 100 % เขารีบเอาอัตราเปอร์เซ็นต์นี้ไปให้พี่ที่ดูแลเขาใน MGroup ดูอารมณ์ประมาณเด็กน้อยเพิ่งจะประกอบของเล่นได้แล้วเอาไปอวดพ่อแม่ ยังไงยังงั้น

อายุ 29 ปี พ.ศ. 2554 เป็นช่วงที่ต้องเจอกับมรสุมชีวิต ที่คิดว่าป่วยหนักและอาจจะต้องถึงชีวิต หมอที่โรงพยาบาลก็ให้คำตอบไม่ได้ แต่ก็ได้กำลังใจจากเพื่อนร่วมทีม ซึ่งมีความสามารถในการใช้โหราศาสตร์ในการเทรด เขาได้ดูจังหวะชีวิตให้เรา แม้ว่าเราจะไม่เคยเชื่อเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลย แต่ว่าความเห็นของเพื่อนร่วมทีมนั้นมีค่ามาก เพราะมันทำให้กำลังใจที่คิดว่าสิ้นหวังนั้นกลับมีความหวังในการดำเนินชีวิต และทำงานหนักอย่างที่ไม่เคยหนักมาก่อนในชีวิต

ไม่นานหลังจากนั้น Ling ได้เรียนต่อปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ โดยระหว่างที่จะเลือกลังเลว่า ถ้าไปเรียนภาษาอังกฤษก็จะจบด้วยการเป็นครู ถ้าไปเรียนเศรษฐศาสตร์อาจจะทำให้ได้เข้าใจแบบจำลองทางด้านการเงิน การเรียนเศรษฐศาสตร์ในช่วงแรกคิดว่าเราสู้คนอื่นไม่ได้ เพราะเราไม่เข้าใจอะไรเลย เรียนผ่านไป 1 เทอมจนได้รู้ว่า เราสู้ได้และทำได้ดีด้วย ความมานะและทำการบ้านหนักกว่าคนอื่น สถานการณ์ที่ Mgroup ในช่วงนี้มีการรับเด็กใหม่เข้ามาอย่างที่ได้เกริ่นไว้ก่อนแล้ว รุ่นที่ 3 ทั้ง ๆ ที่ 2 รุ่นก่อนหน้าก็ยังทำได้ไม่ดี สำหรับ Ling แล้วเป็นรุ่นพี่รุ่นที่หนึ่งซึ่งต้องเลื่อนไปเป็นผู้ฝึก ซึ่งทำให้ Ling เริ่มรู้สึกว่า “ทำไมไม่ทำโปรเจ็คเดิมให้มันดีก่อน และเริ่มอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด สุดท้ายไม่สำเร็จสักอย่าง? หลายคนเรียกตัวเองและถูกเรียกว่า “Trader” ทั้ง ๆ ที่ทำกำไรได้ไม่พอกินข้าวด้วยซ้ำ จนทำให้ Ling ตั้งคำถามว่า “นี่กูอยู่ที่นี่กูเก่งแล้วหรือ?”  การได้คุยกันกับ MGroup จนทำให้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่หนทางที่เราเลือกเดิน การอยู่กับ MGroup จนถึงช่วงที่มีการทำ Camp ช่วงหนึ่งทำให้ได้เข้าใจหลาย ๆ อย่างว่านี่ไม่ใช่วิถีทางของเรา แนวทางของ MGroup ไม่ใช่แนวทางของเรา ไม่ว่าเขาจะเก่งหรือไม่ก็ตาม ประเด็นคือ เราได้อะไรจากตรงนี้บ้าง นอกจากเวลาที่เสียไป แทนที่จะเอาไป Focus กับการจัดการของเรา จนเขาได้ออกจากกลุ่มอย่างถาวรมาเพื่อพัฒนาตัวเอง

การเทรดในช่วงระหว่างเรียนต่อปริญญาโท ได้เทรดใน MGroup และทำกำไรได้เป็นที่พอใจของตัวเอง เคยคิดว่าที่เราเก่งขึ้นนี่มาจากไหน ทำให้ได้คำตอบถึงจังหวะของชีวิต และนำไปสู่การออกจากกลุ่มเพราะว่า “ชีวิตคนเราไม่สามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน การที่เราจะทำอะไรให้ได้ดีต้อง Focus และจดจ่อกับมัน” นั่นทำให้ Ling เลือกที่จะอยู่เพื่อตัวเอง ออกมาพัฒนาแบบจำลองการเทรด ประกอบกับวิทยานิพนธ์ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างหลังจากเปลี่ยนที่ปรึกษามาถึง 4 คน และเขาต้องยอมรับว่าไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนที่เขาชอบ แต่กลับกลายหัวข้อที่เขาไม่ได้ชอบมากนัก แต่ว่า “การที่ไม่ได้ในสิ่งที่เราอยากได้ มันอาจจะดีกว่าก็ได้” เพราะว่าหัวข้อที่ทำนั้นเกี่ยวข้องกับ Monte Carlo Simulation และนั่นเองทำให้ได้เข้าใจกระจ่างขึ้นเกี่ยวกับแบบจำลองทางการเงินหลายแบบจำลอง ไม่ว่าจะเป็น VaR หรือ Modern Portfolio Theory ที่เลื่องชื่อเพราะอยากศึกษาเอง ช่วงปลายของการทำวิทยานิพนธ์ได้เข้าใจเกี่ยวกับแบบจำลองคณิตศาสตร์ว่ามันไม่ได้มีความซับซ้อนและไม่ได้อธิบายสิ่งลึกลับ แต่คณิตศาสตร์กลับมีเหตุมีผลพอ ๆ กับที่แนวทางของพระพุทธศาสนาในแบบที่เขาศึกษามา จึงทำให้เกิดความสนุกกับการทำแบบจำลองต่าง ๆ และสนุกกับตัวเลขและสถิติ

สถานการณ์การเทรดหลังจากออกกลุ่ม MGroup ทำให้ Ling ได้พัฒนาแบบจำลองของตัวเองขึ้นมา โดยอาศัยดูจากรังมดบนฟุตบาทมาเป็นแรงบันดาลใจ และสร้างแบบจำลองบนชั้นของหอพัก ซึ่งปรากฏเนื้อหาอยู่ในหนังสือเล่ม “หนึ่ง” โดยลักษณะแบบจำลองนี้เรียกว่า “Nature Inspired Model” ต่อมาก็ได้กลายเป็น Algorithm ใน Program MQL4 ปี พ.ศ. 2555 ตอนนั้นใน Portfolio สำหรับลงทุนจะมีเงินไม่ถึง 500 USD แถมเงินในหุ้นก็เหลือไม่เท่าไหร่เพราะดันเอาไปเสียให้กับ Forex ในช่วงที่ขายหุ้นมาลงทุนกับ Forex แล้วขาดทุน เขาคิดว่าจะเริ่ม Forex จากศูนย์ โดยการเป็นผู้ช่วยนักวิจัยให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาและได้เงินค่าตอบแทนอันน้อยนิดของผู้ช่วยนักวิจัย เก็บหอมรอมริบอยู่เกือบปี ได้เงินมาประมาณ 2,500 USD บวกกับเงินที่พยายามเทรดมาอีกประมาณ 1,000 USD ทำให้มีเงินเกือบ 3,500 USD การปรับทัศนคติตัวเองได้ผล โดยการมองมุมมองของกำไรเสียใหม่ ทำให้เงินค่อย ๆ เพิ่ม จากเงิน 3,500 กลายเป็น 5,000 เหรียญภายใน 1 ปี อันที่จริงมันไม่ได้กำไรเยอะเลย แต่เพราะว่า เขาทยอยฝากและสะสมขึ้นมาเหมือนรังมดง่ามที่สร้างอยู่ข้างฟุตบาท มดตัวน้อย ๆ ทยอยขนดิน วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า จนมันเป็นเงินก้อนใหญ่ ถึงวันนั้นถึงขนาดกับร้องอ๋อว่า “มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ไอ้อยู่ให้รอดก่อนแล้วค่อยทำกำไร” การที่เราไม่ได้โดน Margin Call ทำให้เราไม่ต้องไปเริ่มนับ 1 ใหม่ทุกครั้ง และเงินมันก็ทยอยเพิ่มไปเรื่อย ๆ จนเรียนจบปริญญาโทและทำงานในช่วงปี พ.ศ. 2556 เขามีเงินถึง 10,000 USD ใน portfolio ของ Forex และสามารถจ่ายคืนเงิน กยศ. ได้หมดในครั้งนั้น นี่เป็นครั้งแรกของเขา Ling ดีใจมาก เพราะว่ามันมาได้ด้วยความสามารถ ไม่ได้มาจากการไปขุดทองทำงานเก็บมาแล้วเอามาเสีย แม้มันจะไม่ได้มาจากการที่ทำกำไรล้วน ๆ แต่มันพิสูจน์หลักการในการดำเนินชีวิต วิธีคิดที่ถูกต้อง “การทำกำไร 2% ของเงิน 10,000 USD ต่างกันกับ 10 % ของเงิน 100 USD มากนัก”

ชีวิตของ Ling หลังเรียนจบปริญญาโท ได้ทำงานเขียนหนังสือเพราะคิดว่าอยากจะแบ่งปันความรู้ให้กับผู้อื่น จึงตั้ง Page ขึ้นมาใน Facebook ซึ่งทำขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย โดยการเขียนหนังสือ หนังสือเล่มแรกชื่อ “เริญ” เล่มที่สองชื่อ “หนึ่ง” และเล่มสุดท้ายชื่อ “ฤดูหนาวของหมาป่า” หรือ Winter of the wolves ซึ่งได้แรงบันดาลใจ Concept ของการฟันฝ่าอุปสรรคของการเทรดของ Ling มาจากเกมส์ชื่อดังชื่อ Battle Realm ช่วงนั้นเองที่ Ling ได้ให้คำวิจารณ์ไปยัง เนื้อหาใน Video ของ MGroup คำวิจารณ์สวนทางกับแนวทางของกลุ่มดังกล่าว ทำให้เหล่าผู้ที่ชื่นชอบ MGroup เข้ามาวิจารณ์แบบเสียหาย ผลตอบรับแบบนั้นทำให้ Ling ได้คิดว่า “เปล่าประโยชน์ หากเราจะทำอะไรให้คนอื่นเข้าใจ เราได้แต่ปล่อยให้เขาไปเผชิญชะตากรรมของเขาเอง แม้ว่าเราจะมีสูตรที่ทำให้คนผลิตทองคำได้ แต่ถ้าหากหยิบยื่นให้กับคนที่ไม่เข้าใจ นอกจากเขาจะใช้มันไม่เป็นแล้ว เราเองก็จะเสียเวลาอีก” เมื่อพิจารณาแล้วไม่เห็นประโยชน์อะไร Ling ได้ตัดสินใจปิด Page และหยุดการเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนทุกชนิด กลับไปเป็นเทรดเดอร์อิสระที่ไร้ตัวตนของเขา ไม่ติดต่อกับใครคนอื่นไม่รับรู้ข่าวสารใด ๆ ไม่สนใจคนอื่นอีก อย่างที่ควรจะเป็นตั้งแต่แรก

ตลอด 13 ปีแห่งชีวิตการลงทุน เขาใช้เวลา 6 ปีแรกไปกับการขาดทุน อีก 3 ปีหลังในการสร้าง Portfolio ให้ใหญ่พอที่จะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวมันเองและเลี้ยงตัวผู้เทรด เขากล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เขาเสียเวลาไปมากที่สุด คือ หลักการและวิธีการของคนอื่นที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ ตัวตนและความสำเร็จของคนอื่น ที่มีทั้งภาพมายาและการปรุงแต่งตามที่เผยแพร่อยู่ในโลกออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการเสียเวลาเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะสร้างความมั่นใจในการหล่อหลอมของความคิดขึ้นมา ปัจจุบัน Ling สามารถเพิ่มเงินใน Port ลงทุนทุก Port ลงทุนรวมกัน จากเงินไม่ถึง 500 USD ที่เหลืออยู่หลังจากการลาออกจากงานของเขาครั้งสุดท้ายในวันนั้นกลายเป็นเงิน 7 หลัก เขาเทรดในตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (Retail Forex Broker) ตลาด Cryptocurrency  แม้ว่าเขาจะอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินเดือน แต่ความคิดของการไม่อยากทำงานของเขาตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เขาเลือกที่จะทำงานวิจัยเป็นงานอดิเรก ได้เงินเล็กน้อยเพื่อที่จะเพิ่มทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ และช่วยเหลือสังคมผ่านการทำการกุศล ในการทำงานการกุศล เขาคิดว่า “บทเรียนที่ได้จากความใกล้ตาย ณ ตอนนั้น ทำให้เขารู้คุณค่าของชีวิตมากขึ้น การได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นนั้นทำให้เขายังรู้สึกว่า ชีวิตของเขายังมีคุณค่าโดยการทำให้คนอื่นได้มีกำลังใจ ได้สู้ชีวิตต่อไป”

หลักการลงทุน



การลงทุนคือ การค้าขายและแลกเปลี่ยนระหว่างกัน พ่อค้าสามารถแสวงหากำไรได้ในระดับที่เหมาะสมเท่านั้น โดยที่ กฏของการแลกเปลี่ยนกัน จะต้องเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเท่ากันเสมอ และการค้าไม่ใช่กิจกรรมที่จบเป็นครั้ง ๆ อย่างที่พ่อค้าหลายคนเข้าใจ การเกิดขึ้นของการค้าเป็นผลสืบเนื่องจากอดีตและเกี่ยวพันไปถึงอนาคต

แนวคิดทางด้านการลงทุนของเขา เขากล่าวว่าไม่แตกต่างกับการซื้อขายสินค้าทั่วไปในตลาด ไม่แตกต่างกับการเอาผักไปขายที่ตลาด และเป็นหลักการเดียวกันกับที่อาม่าใช้ซื้อขายของในร้านโชว์ห่วย หรือแม้แต่การซื้อขายออนไลน์ แม้ว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินจะซับซ้อนไปขนาดไหนแต่หลักการนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าเครื่องมือเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหนก็ตาม กฏของการค้าขายมีอยู่ง่าย ๆ ว่า “ซื้อถูกและขายแพงกว่าราคาที่ซื้อมา”

เขานำเสนอช่วงชีวิตของการลงทุนแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงเรียนรู้ ช่วงที่สร้างพอร์ทลงทุน และช่วงที่ทำกำไร สิ่งที่ใช้ในตลอดทั้ง 3 ช่วงเวลา คือ การยอมรับและเรียนรู้ตัวเองของผู้เป็นพ่อค้า เขากล่าวว่า ตลาดไม่เคยเป็นอะไรที่ซับซ้อน มันตั้งอยู่อย่างนั้นและคงอยู่อย่างนั้นมานาน การยอมรับในตัวตนของตัวเองทำให้สร้างประสบการณ์และความผิดพลาดขึ้นมาและได้เรียนรู้จากประสบการณ์นั้น เงินทุนเริ่มต้นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะต้องให้ความสำคัญเลยแม้แต่น้อย การเข้าถึงวิถีแห่งตนเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึง เงินทุนเริ่มต้นจะเติบโตไปตามกาลเวลา ถ้าหากฝืนระบบและระเบียบของกระแสแห่งการลงทุนก็จะแตกพ่ายได้ง่าย เหมือนการล่องเรือในแม่น้ำเชี่ยวกรากที่ต้องไหลไปตามกระแส ผลกำไรนั้นเป็นผลลัพธ์ของการลงทุนไม่ใช่ปัจจัยนำเข้า ปัจจัยนำเข้าไม่ใช่ความรู้แต่เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองให้ได้มากที่สุด การยอมรับในตัวเองให้ได้มากที่สุด

ด้านประสบการณ์ที่ต้องเจอของพ่อค้า เขากล่าวว่า หลักการลงทุนนี้ไม่ใช่เป็นหลักที่เขาค้นพบครั้งแรกและคนแรก หนังสือที่เขียนถ่ายทอดประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จที่เข้าถึงเรื่องของหลักการนี้มากที่สุดคือ คัมภีร์ห้าห่วง (Go Rin No Sho) ของมิยาโมโตะ มุซาชิ แม้ว่า Ling จะเจอกับหนังสือแห่งแนวทางนี้ตั้งแต่อายุ 25 ปี แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจและภายหลังเขามาพบว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ได้ถูกเขียนไว้ในหนังสือนั้นแล้วก็ตาม มันก็ยังต้องใช้เวลาจำนวนมหาศาลที่จะเข้าถึงวิถีแห่งตน Ling เข้าถึงวิถีแห่งตนได้ด้วยตัวเองใช้เวลาไปเป็น 10 ปี แต่เขากล่าวว่า เขาไม่ได้ภูมิใจเลย ถ้าหากอ่านหนังสือคนอื่นและเข้าใจได้เร็วกว่านี้มากก็จะทำ ทั้งที่หนังสือแบบนั้นมีกองอยู่ดาษดื่น

Ling กล่าวว่าหลักการลงทุนที่มีอิทธิพลที่สุดในชีวิตเขามาจาก จุลลกเศรษฐีชาดก 1 โดยมีหลักสำคัญคือ

คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมตั้งตนไว้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อย ๆ ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น

ภายหลังจากการที่ได้ศึกษาศาสตร์ของคนอื่นจนชำนาญในวัย 29 ปีเขากลับคิดว่าสิ่งที่ศึกษามาเป็นเรื่องเสียเวลาและหันมาศึกษาสิ่งที่ใกล้ตัว เช่น พระไตรปิฏกโดยเฉพาะสุตตันตปิฎก จนเกิดเป็นแนวทางการลงทุน หนังสือที่มีอิทธิพลสูงเล่มหนึ่งคือ “เงินทองกองอยู่ทั่วไป” ของ อาจารย์ นวพร  เรืองสกุล นักเขียนและนักการเงินชื่อดังที่เขียนหนังสือทางด้านการเงินให้กับตลาดหลักทรัพย์ เขาได้นำหนังสือ “เงินทองกองอยู่ทั่วไป” มาปัดฝุ่นและวางแนวทางศึกษาเปรียบเทียบจากนิทาน 2 เรื่องโปรดซึ่งมีเค้าโครงมาจาก พระสุตันตปิฏก ได้แก่ “ชายผู้รวยจากซายหนูตายหนึ่งตัว” และ “นายกองเกวียนแห่งพาราณสี” ซึ่งว่าด้วยการใช้ปัญญาและการขัดเกลาปัญญา การใช้เหตุและผลในการพิจารณา นิทาน 2 เรื่องนี้นำไปสู่การนำหลักการซื้อขายที่เขาพัฒนาขึ้นมาพัฒนาต่อ โดยเริ่มจากเงิน 15,000 บาท ให้กลายเป็น 7 หลักได้ แม้ในช่วงแรก ๆ จะต้องเผชิญกับความไม่มั่นใจแต่ภายหลังความมั่นใจก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากนิทาน 2 เรื่องทำให้ Ling สนใจศึกษาพระไตรปิฏกโดยเฉพาะในหมวด สุตันตปิฏกมากขึ้น เพราะคิดว่าหลักการคิดเหล่านี้ไม่ธรรมดาและมีมากว่า 2500 ปี นานกว่าศาสตร์การลงทุนใดของฝรั่งมากมายนัก

มุมมองเกี่ยวกับวงการการลงทุน


มุมมองเกี่ยวกับโลกการลงทุนของ Ling กล่าวว่า ในโลกของการลงทุน การเข้ามาเป็นนักลงทุนสิ่งแรกที่นักลงทุนทุกคนจะต้องผ่านก่อนคือ การทดสอบจากตลาด เหมือนคำกล่าวหนึ่งที่ว่า “บทเรียนชีวิต สอบก่อนแล้วค่อยเรียน” มันคือการเรียนรู้ การทดสอบจากตลาดจ่ายออกมาในหลายรูปแบบ เช่น บทเรียนที่เราจ่ายไปกับการขาดทุน บทเรียนที่จ่ายให้กับค่าครูที่คนในวงการหลอกลวงกันเอง หรือแม้แต่การเข้าไปเรียน Course ที่เปิดสอนต่าง ๆ Ling กล่าวว่า คนที่มีชื่อเสียงในวงการหลายคนที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จมาจากการเทรด แต่ประสบความสำเร็จมาจากการทำการตลาด Brand ของเขา คือตัวเขาเอง บางคนเคยเห็นอยู่ในเว็บบอร์ด Forex ต่อมาหันไปแปลหนังสือขาย โดยใช้ช่องทางการอาศัยคนดังเกาะเพื่อให้ตัวเองดังขึ้นมา เพื่อให้มีกลุ่มลูกค้าแล้วก็ออกเล่มต่อ ๆ ไป บางคนก็ขายระบบ โดยการสร้างหลักการที่มีความน่าเชื่อถือ สร้างวิธีการที่จะทำให้รายย่อยเชื่อได้ว่า เขานั้นเป็นผู้ประสบความสำเร็จขึ้นมา บางคนอาศัยวิธีการปรับแต่งผลงานการเทรด บางคนมีชื่อเสียงมาจากเว็บพันทิป เพียงเพราะเผยแพร่วิธีการที่น่าจะดีแต่กลุ่มผู้คนที่ผลักดันให้เขามีชื่อเสียงกลับไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า จริง ๆ แล้วคนเหล่านี้เก่งจริงหรือเปล่า เขากล่าวเสริมว่า คนดังที่มีชื่อเสียงในวงการการลงทุน 2 – 3 คนที่เขารู้จัก พบว่าไม่ได้มีความสามารถในการเทรดเลย ในทางตรงกันข้าม “นักลงทุนที่ทำกำไรได้เลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ เสียมากกว่า” นั่นเพราะว่า เขาไม่มีแรงจูงใจอะไรที่จะต้องเผยแพร่ “ระบบเทรด” ของเขา เพื่อให้คนอื่นทำกำไรได้

การเทรดเป็น Zero sum game เมื่อมีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย เพราะว่าสิ่งที่เราต้องการคือ ส่วนต่างของราคาซึ่งคือต้นทุนของเรา แม้ในตลาดหุ้นจะบอกว่าเรายังได้ปันผล แต่เงินปันผลก็ยังมาจากกำไรที่มาจากระบบเศรษฐกิจจริง เพราะฉะนั้นหากมีคนกล่าวว่า การลงทุนในหุ้นมีแต่ Win:Win Situation จึงไม่ได้เป็นจริงในการพิจารณาแค่เพียงตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงระบบองค์รวมที่เกี่ยวข้องรวมกัน การได้กำไรและขาดทุนของนักลงทุนจึงเป็นวัฎจักรและเกิดขึ้นแบบสุ่ม ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน การลงทุนจึงไม่ได้แตกต่างจากการค้าขายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบของผลประโยชน์คาดหวังออกมาไม่ว่าจะเป็น กระแสเงินสด (Cash Flow) และ ส่วนต่างราคา ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็เป็นผลประโยชน์เช่นเดียวกัน Ling กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว อัตราคนที่ได้กำไรไม่ได้มี 5 % ตายตัวในตลาดใดตลาดหนึ่ง วิธีการหาอัตราส่วนคนที่ได้กำไรคือ การดูความเข้มข้นของการแข่งขัน ยิ่งเข้มขึ้นมาก อัตราส่วนคนที่กำไรจะมากขึ้นไปด้วย หมายความว่า ถ้ามีกลุ่มคนที่มีความสามารถเยอะ กลุ่มคนก็จะสามารถทำกำไรได้แต่ไม่ได้มีช่องว่างระหว่างกันเยอะ แต่ถ้าหากอัตราการแข่งขันต่ำ คือ มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง ขณะที่คนอื่นไม่มี จะทำให้กำไรไปตกอยู่กับคนกลุ่มเดียว ซึ่งอธิบายอยู่ในการแข่งขันทางการค้า การแข่งขันทางการกีฬา ตัวอย่างเช่น ทีมใน Premier League ของ League สูงสุดในฟุตบอลอังกฤษ มีความเข้มข้นของความแข่งขันมากกว่า La Liga ของ Spain เพราะว่า ใน Spanish League มีเพียง 2 – 3 ทีมที่มีกำลังทุ่มทุนซื้อนักเตะศักยภาพสูง ทำให้ผลการแข่งขันชนะอย่างท่วมท้น ส่วนต่างประตูได้เสียที่เป็นบวก จึงอยู่ในอันดับสูง ซึ่งมีงานวิจัยที่กล่าวถึงลักษณะผ่านดัชนีความเป็นธรรม หรือ Equity Index ในต่างประเทศ ที่จะสามารถใช้บอกอัตราการแข่งขันได้เช่นกัน โดยการกระจายของความได้เปรียบของนักลงทุนเป็นแบบ Beta Distribution

ความสุขและความสำเร็จ


Ling กล่าวว่า ความสำเร็จและความสุขของเขา คือ การที่ได้เรียนรู้ว่าจะต้องอยู่ให้ได้ในวันที่คิดว่าตัวเองเป็นทุกข์ที่สุด ทำให้เขารู้จักคุณค่าของชีวิต การวางตัวเป็นกลางต่อความสุขและความทุกข์ ชีวิตปัจจุบันของเขาไม่ได้ใช้เงินจากการเทรดและลงทุนอย่างมากมายที่เขาคิดและฝันไว้ในอดีต เขาไม่ได้คิดว่าการไม่ทำงานจะทำให้เขามีความสุข ตรงกันข้ามเขาทำงานและงานเหล่านั้นเขาไม่ได้ผลตอบแทนเสียด้วยซ้ำ เขาได้รู้จักการ “เตรียมตัวตาย” จากความไม่แน่นอนของชีวิตที่เขาเผชิญ เขานิยาม ความสำเร็จคือ การเดินไปถึงเป้าหมายของชีวิตที่เคยกำหนดไว้ว่าไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป ทุกวันนี้ เขาบอกว่า เป้าหมายชีวิตใหม่ของเขาไม่มีอีกแล้ว มีเพียงอยู่เพื่อเรียนรู้ เตรียมตัวให้พร้อมกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน นั่นคือเป็นความสำเร็จในการบริหารจัดการชีวิต

ผลงานการเขียน


เริญ” เป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับชีวิตของคนพิการคนหนึ่งที่อพยพไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่เพราะสิ้นไร้ซึ่งครอบครัวแล้วได้เจอกับผู้เขียน ผู้เขียนได้ติดตามเพื่อสืบเรื่องราวเกี่ยวกับเริญและนำมาเขียนขายเป็นหนังสือ ฉบับที่ขายเขียนเป็นฉบับที่สอง เพราะฉบับแรกเขียนส่งสำนักพิมพ์เพื่อใช้สมัครงานนักเขียนไปแล้ว ในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ปัจจุบันหยุดการจำหน่ายแล้ว

หนึ่ง” เป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับแนวคิด หลักการ การพัฒนาการเทรด และวิธีการเกี่ยวกับการเทรด ประยุกต์จากหลักของ Grid Trading System โดยนำเสนอการพัฒนาประสิทธิภาพของ Model Grid ในการเทรด Forex ปัจจุบันหยุดการจำหน่ายแล้ว

ฤดูหนาวของหมาป่า” เป็นเรื่องสั้นเขียนเกี่ยวกับหลักการลงทุน การซื้อขายในตลาดทุน พยายามนำเสนอเป็นแนวคิดที่เรียบง่าย แต่หลายคนอาจจะอ่านแล้วยากที่จะทำความเข้าใจ หนังสือลำดับเรื่องที่ควรรู้ในการซื้อขายสินทรัพย์ตลาดทุนผ่านมุมมองประสบการณ์ ผ่านมุมมองของคนที่เลี้ยงตัวเองในฐานะเทรดเดอร์ที่ไม่เคยผ่านงานด้านเทรดเดอร์มาก่อน ปัจจุบันหยุดการจำหน่ายแล้ว

ความสุขของตาน้อย” เป็นหนังสือแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุน ปรัชญาการลงทุน นำเสนอผ่านการเปรียบเทียบเรื่องราวระหว่าง การเกษตร และ การลงุทน ให้ผู้อ่านได้เข้าใจการลงทุนที่เหมาะสม หนังสือไม่ได้นำเสนอวิธีการทำกำไร แต่นำเสนอหลักการคิดผ่านชีวิตเกษตรกรคนหนึ่่งชื่อ ตาน้อย บุคคลที่อายุอยู่ในวัยเกษียณ หนังสือความสุขของตาน้อย มีเผยแพร่เป็นแบบออนไลน์ โดยใช้นามปากกว่า “ซานติอาโก” การตีความเนื้อหาในหนังสือค่อนข้างยาก ถึงขนาดที่น้องคนอ่านคนหนึ่งที่สนิทกับผู้เขียนได้กล่าวไว้ในตอนที่นั่งคุยกันและผู้เขียนได้อธิบายหลักการให้น้องคนนั้นฟัง น้องคนนั้นได้ให้คำวิจารณ์ไว้ว่า  “ถ้ามีคนอ่านคนไหน เข้าใจเนื้อความในหนังสือที่พี่เขียน อย่างที่พี่อธิบายผมวันนี้ ให้เอาเท้ามาเหยียบคอผมได้เลย”

footnotes

Show 1 Footnote

  1. พระไตรปิฏก เล่มที่ 27 พระสุตันตปิฏกเล่มที่ 19 ขุททกนิกายชาดก ภาค 1 ว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้ อรรถกถา จุลลกเศรษฐีชาดก ที่มา: http://www.84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270004 สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2018, footnotes