Hermes

  Thai Traders

ประวัติ


Hermes (Part-time Traders, Thai stock investor, นักลงทุนหุ้น) เป็นนามแฝงของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย เขาให้ความสนใจเฉพาะตลาดหุ้นไทย หลักการลงทุนของเขามีง่าย ๆ ว่า การลงทุนในหุ้นนั้นดีและง่ายกว่าการลงทุนทำกิจการประกอบธุรกิจ เขาคาดหวังเพียงแค่เงินปันผลจากตลาดเท่านั้น โดยใช้เงินเก็บจากการทำงานเป็นหลัก Hermes เป็นคนมุทะลุดุดัน เมื่อสมัยเด็กเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว อารมณ์ร้อน หากใครพูดจาไม่เข้าหูก็อาจจะมีเรื่องมีราวได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม Hermes เป็นคนมีสติปัญญาดีพอประมาณ เป็นคนมีความเชื่อและถ้าหากได้ทำอะไรแล้วจะทำให้สำเร็จ เป็นคนมีความมุ่งมั่น มีความฝันที่ชัดเจนตั้งแต่เด็ก Hermes เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ คำไหนเป็นคำนั้น สามารถดูแลคนอื่นได้อย่างดี แม้เขาจะไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์มากนักแต่ก็พยายามที่จะเปิดใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

เขาเป็นคนที่ไม่ประณีตมากนัก เป็นคนตรงไปตรงมา โผงผาง เป็นเด็กที่ทำงานค่อนข้างไม่เรียบร้อยเหมือนเด็กผู้ชายทั่ว ๆ ไป แต่ก็ยังจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เขาไม่ค่อยมีความสามารถด้านศิลปะ มีการประยุกต์หรือคิดค้นน้อยแต่เป็นคนที่โดดเด่นเรื่องของจิตใจที่แข็งแกร่ง

ชีวิตวัยเด็ก


ชีวิตในวัยเด็กของ Hermes เป็นเด็กทั่วไปที่ชอบเที่ยวเล่นกับเพื่อน เขาเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวตั้งแต่เด็ก แต่กลุ่มเพื่อนที่คบกันก็เป็นกลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กดีอยู่เสมอทำให้ชีวิตเขานั้นค่อนข้างที่จะเป็นเด็กในวัยเรียนที่ดีมาตลอด ในช่วงวัยเด็ก เขาชอบเล่นหมากรุกและหมากฮอส ความสามารถของเขาถือว่าเกินหน้ารุ่นเดียวกันไปมาก ถึงขนาดในระดับมหาวิทยาลัยเขาเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยเป็นตัวแทนในการแข่งขันกีฬาหมากกระดาน (หมากรุกไทย)

ในวัยเด็กแทนที่จะต้องไปเล่นเหมือนกับคนอื่นเขา ที่บ้านของ Hermes ทำธุรกิจ ทำให้เขาต้องช่วยงานพ่ออย่างหนัก เกินวัยสำหรับเด็กทั่ว ๆ ไปที่ไปเที่ยวเล่น ความที่ต้องทำงานหนักจำนวนมากทำให้เขามีความอดทนและไม่หวั่นพรั่นพรึงต่อการทำงานที่หนัก ในสมัยที่ Hermes ทำการขุดร่องหน้าบ้านกับเพื่อน ๆ ขณะที่เพื่อนคนอื่นท้อไปหมดแล้วเขากลับบอกว่า “ถ้าจะทำร่องเล็ก ๆ เพื่อใส่ท่อ เดี๋ยวโดนเศษดินไหลมารวมกันสักพักก็เต็มแล้ว เราต้องขุดให้ใหญ่และท่อใหญ่มาใส่” ในตอนนั้น เพื่อน ๆ คนอื่นนั้นอ่อนล้ามือแตกไปหมดแล้ว สิ่งที่เขามีและโดดเด่นมากคือ ความไม่กลัวงานหนัก ความไม่กลัวในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ การทำงานของเขานั้นคาดหวังผลงานที่ดีถ้าไม่ดีไม่ทำ นอกจากนี้ ถ้าได้ทุ่มเทแล้วทุ่มสุดตัวแบบไม่มีกั๊ก

ในวัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ไปเรียนตามปกติ อย่างไรก็ตาม เท่าที่จำความได้เขาเป็นคนที่อยากจะมีความมั่งคั่งตั้งแต่วัยเด็ก เขาฝันอยากเป็นนักธุรกิจ เขาบอกอาจารย์ของเขาในสมัยใกล้เรียนจบปริญญาตรีว่าจะทำธุรกิจ ซึ่งแม้แต่เพื่อนของเขาก็ยังตกใจในความคิดของเขา ว่า “ทำไมเราถึงไม่มีความคิดอะไรแบบนั้น” ลักษณะเฉพาะตัวแบบโตเกินวัยนั้นมาจากการทำงานที่ทำกับทางบ้านและธุรกิจของครอบครัว

เส้นทางการลงทุน 


หลังจากเรียนจบปริญญาตรี Hermes แสวงหาหนทางที่จะลงทุนในธุรกิจและหุ้น ในวัย 23 ปี เขาฝันว่าจะลงทุนในตลาดหุ้น เขาจึงพยายามหางานที่มีรายได้สูง ๆ และนั่นคือธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่มันบอกว่าธุรกิจท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ทำเงินให้กับคนหลายยุคหลายสมัย และทำให้เขาได้เข้ามาสู่ธุรกิจนี้ โดยเป็นพนักงานของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ตลอดระยะเวลา 2 ปี เขาได้พัฒนาตนเองและเปลี่ยนบริษัทเพื่อแสวงหารายได้ที่สูงกว่า จนทำให้เขาสามารถเก็บเงินก้อนแรกในชีวิตในวัย 25 เขามีเงิน 200,000 บาทในช่วงปี พ.ศ. 2550 ซึ่งก็ถือว่าเป็นรายได้ที่สูง เมื่อเก็บเงินได้ 200,000 บาทและเงินก้อนอีกจำนวนหนึ่งแล้ว สิ่งที่เขาคิดและฝันมาตลอดคือการเป็นนักลงทุนเต็มเวลา อยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน และหารายได้จากการลงทุน เขาลาออกจากงานที่เงินเดือน 50,000 ในวัย 25 ปี ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยตอนนั้นเพียง 6,350 บาท

ปี พ.ศ. 2550 ในวันที่ทำงานและมีเงินเก็บในวัย 25 ปีของเขา Hermes เริ่มเทรดหุ้นและพยายามทำความเข้าใจว่าหุ้นคืออะไร ผ่านการอ่านหนังสือ การลงทุนประเภทต่าง ๆ เขาศึกษางบการเงินและการซื้อขายราคาโดยไม่ค่อยมีความรู้มากเท่าไหร่ ในช่วงปีแรก ๆ มันทำผลตอบแทนให้กับเขาได้อย่างน่าทึ่ง เขาเล่าให้ฟังถึง การซื้อหุ้น TTA ที่ราคา 27 บาทกว่า ๆ และไปขายที่ราคา 52 บาทภายในระยะเวลาไม่กี่วัน การซื้อขายของเขาไม่มีอะไรซับซ้อนแค่มองว่าตัวไหนที่เขาคิดว่าดีเขาก็จะเข้าซื้อทันที แต่หลังจากนั้นไม่นานเหตุการณ์ขาดทุนก็ประดังเข้ามาเป็นระยะ ๆ ความฝันที่คิดว่าจะอยู่ได้ด้วยการซื้อขายหุ้นเริ่มหมดลงไปตั้งแต่ 3 – 5 เดือนแรก เนื่องจากมันไม่ได้กำไรต่อเนื่องและไม่ได้เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองจากกำไรนั้น แถมยังต้องเอาเงินทุนของการซื้อขายมากินอยู่ในชีวิตประจำวันอีกต่างหาก มันทำให้เขาต้องยอมรับว่า เขาอยู่ไม่ได้ด้วยการลงทุน แม้จะยังมีความหวังและความฝันว่า มันจะเป็นจริงในสักวันหนึ่ง

ช่วงวัยอายุ 26 เขากลับไปอยู่บ้าน อยู่แบบคนตกงานและประหยัดและศึกษาเรื่องหุ้นเพิ่มเติม 1 ปีผ่านไป ก็เริ่มขาดทุนเป็นระยะจนเงินที่สะสมมาเพื่อลงทุนได้เริ่มร่อยหรอ เขาเริ่มคิดเรื่องการกลับไปทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยได้ข่าวว่าบริษัทใหม่ซึ่งมีลักษณะงานคล้ายกันและมีรายได้สูงกว่าเดิมเกือบเท่าตัว เขาได้เริ่มติดต่อเพื่อนสนิทของเขาและทำให้เขาได้งานที่นั่น ในช่วงนั้น เขาวางแผนว่า ที่ผ่านมาถือว่าเป็นบทเรียน และจะไปเก็บตังค์ ขุดทอง ขายวิญญาณทำงานที่ตัวเองไม่อยากทำแต่เพื่อที่จะเอาไปต่อยอดงานที่ไฝ่ฝันอีกสักครั้ง คราวนี้จะเก็บเงินก้อนใหญ่ให้มันรู้แล้วรู้รอด เขาทำงานที่บริษัทแห่งนั้น ด้วยเงินเดือนสูงพอ ๆ กับเงินเดือนนักบริหาร ทำให้เขาเก็บเงินได้อย่างรวดเร็ว ไม่ช้าเขาก็พร้อมที่จะทำกำไรอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาคิดว่า เขาอยากจะลองทำธุรกิจด้วย

ระหว่างช่วงวัย 26 ปี ตอนปลายนั้น เพื่อนสนิทของเขาได้ชักชวนให้มาซื้อขายตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากอัตรากำไรนั้นสูงมากเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุน ด้วยความที่คิดว่านี่เป็นหนทางที่จะทำให้เงินทุนที่ขาดทุนจากหุ้นนั้นคืนมาเขาจึงเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจและพบว่ามันมีส่วนคล้ายคลึงกับตลาดหุ้นอยู่มาก เขาเริ่มลงทุนทีละเล็กทีละน้อย ทีละ 100 USD หรือ 500 USD หรือ 1,000 USD จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ Margin Call นับครั้งไม่ถ้วน เขาขาดทุนไปประมาณ 4 – 5 หมื่นบาท และพบว่าตัวเองช่างไม่เหมาะกับ Forex เสียเลย สิ่งที่เขามักจะพูดบ่อย ๆ ก็คือ “กูเล่นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ไม่สนุกที่เล่น” เขาก็เลยเลิกเล่น Forex ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นไป

ในวัย 29 ปี เขาลาออกอีกคำรบหนึ่งเพื่อที่จะมาเริ่มธุรกิจแทนที่จะเป็นการซื้อขายหุ้น เขาเริ่มทำธุรกิจอย่างทุลักทุเลเพราะว่าไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อน แต่มันก็เหมือนจะไปได้ดีมีออเดอร์สินค้าเข้ามาพอประมาณสามารถเลี้ยงตัวเองเลี้ยงคนงานและพอมีกำไรในช่วงแรก และแล้ววันหนึ่ง รัฐบาลประกาศนโยบาย ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศ สิ่งนี้ส่งผลต่อธุรกิจของเขาเป็นอย่างมาก เพราะว่า ลูกจ้างของเขาจำนวนมากเป็นลูกจ้างรายวัน คัดสินค้าเป็นกิโลกรัมใครคัดได้มากก็ได้ผลตอบแทนมาก และจ้างในราคาถูกกว่าราคาค่าแรงขั้นต่ำ เพราะค่าแรงที่สูงขึ้นทำให้ธุรกิจขนาดเล็กของเขามีต้นทุนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ลูกจ้าทยอยไปทำงานที่รายได้ดีกว่า เขาไม่มีคนงานที่จะทำงาน ไม่สามารถส่งของได้ทันตามออเดอร์ของลูกค้า สุดท้ายก็จบด้วยการปิดโรงงาน พร้อมกับสูญเงินก้อนที่เก็บสะสมมา และไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ในช่วงนั้นคือ ปี พ.ศ. 2554

ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้เรียนรู้ว่า “การทำธุรกิจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต้องบริหารจัดการ ต้องมีความรู้ ต้องมีคนรู้จักกว้างขวาง ต้องชิงไหวชิงพริบเอาตัวรอด แล้วทำไมต้องไปลงทุนในบริษัทที่ต้องสร้างและบริหารจัดการเองเมื่อเราไม่มีความพร้อมแถมมีบริษัทให้เลือกซื้ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ตั้งมากมาย  ในตลาดหลักทรัพย์ให้เรารอเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้น ไม่ต้องบริหาร ไม่ต้องไปคุมลูกน้อง ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องไปง้อหาคนมาซื้อสินค้า ตราบเท่าที่พื้นฐานของบริษัทยังดีอยู่ก็ยังสามารถือต่อไปได้ หรือถ้าหากคิดว่ามันไม่ดีแล้วก็สามารถขายทิ้งได้ทันที ไม่เหมือนกับธุรกิจที่เขาต้องเจ็บตัวมาก่อน ขนาดจะขายเครื่องจักรที่อุตส่าห์ซื้อมายังต้องขายด้วยความยากลำบาก กว่าจะขายได้ก็โดนกดราคาต่ำออกไปมาก สภาพคล่องก็ต่ำ เขาเห็นว่าตลาดหุ้นมีความได้เปรียบมากกว่าเห็น ๆ และนั่นทำให้เขาจะต้องกลับเข้าไปทำงานบริษัทเดิมอีกครั้ง เพื่อที่จะต้องไปทำงานเก็บเงินมาอีกรอบคราวนี้ถ้าหากไม่ได้เงิน 2 ล้านบาทเขาจะไม่ออกจากงาน เขาจะทำงานเก็บเงินจนครบเพื่อที่จะซื้อหุ้น” และทำกำไรจากส่วนต่างราคาและเงินปันผล

ในปี 2561 การทำงานที่ยากลำบาก ทำให้เขามีมุมมองที่ผ่อนคลายลงเกี่ยวกับเรื่องชีวิตและการลงทุน แผนของเขาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายเป้าหมาย 2 ล้านบาทของเขาเพื่อที่จะเก็บเงินไว้ซื้อขายหุ้น เพื่อที่จะอาศัยส่วนต่างราคาเล็กน้อยและเงินที่ได้จากปันผลของหุ้นจะทำให้มันมากพอที่จะสามารถอาศัยอยู่ที่บ้านนอกโดยไม่ต้องทำงาน และอาศัยอยู่กับลูกปลูกผักสักเล็กน้อย และมีชีวิตอย่างที่ตัวเองวาดฝันไว้

แนวคิดในการลงทุนของเขา 


Hermes มีหลักการลงทุนที่เรียบง่าย ปัจจุบันเขายังคิดว่าเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะยังทำงานประจำอยู่ แต่เขาก็มีแนวทางในการลงทุนที่เรียบง่ายว่า “หากไม่สบายใจก็จะไม่ลงทุน” และ “ถ้าจะลงทุนก็จะลงทุนในกิจการที่มีความมั่นคงสูง กิจการนั้นสามารถพบเจอได้เป็นที่รู้จักในชีวิตประจำวัน” จากผลการขาดทุนของเขาที่ผ่านมาและสูญเงินไปหลายรอบ เขาดูหุ้นง่าย ๆ เช่น “หุ้นนั้นต้องเป็นกิจการที่มีกำไร” และ “หุ้นนั้นต้องจ่ายปันผลมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ” เขาคาดหวังว่า บริษัทจะจ่ายปันผลเพียง 4 – 8 % ต่อปีนั่นก็เป็นผลตอบแทนที่เยอะเพียงพอที่จะทำให้เขาอาศัยอยู่ต่างจังหวัดโดยไม่ต้องทำงานแล้ว

กิจการที่เขาสนใจลงทุน ต้องเป็นกิจการที่มีความได้เปรียบ มีอำนาจในการแข่งขันสูง และผูกขาดในตลาดมีฐานลูกค้าที่ชัดเจนในอนาคต เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาในอนาคต เขาคิดว่าเขาไม่สามารถเสียเงินก้อนสุดท้ายที่เขาอุตส่าห์ทำงานเก็บหอมรอมริบมาอีก การลดความเสี่ยงของการลงทุนจึงเป็นการลงทุนในกิจการที่มีอนาคต เขาเสนอว่า งบการเงินเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งว่าที่ผ่า่นมาผู้บริหารทำงานอย่างไร แต่ไม่ได้บอกได้ว่าผลประกอบการข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และไม่เกี่ยวพันกับผลของกิจการในอนาคต