Cryptocurrency

  Cryptopedia

นิยาม


ค่าเงิน Cryptocurrency หรือ Crypto currency เป็นสินทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกออกแบบมาเป็นสื่อกลางของการแลกเปลี่ยนที่ใช้เทคโนโลยี Cryptography ในการสร้างความปลอดภัยให้กับธุรกรรม ควบคุมการสร้างของแต่ละหน่วยเงิน และตรวจสอบการยืนยันการโอนสินทรัพย์นั้น 1, 2, 3

Cryptocurrency เป็นอัตราแลกเปลี่ยนอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง เป็นค่าเงินทางเลือก หรือว่าค่าเงินเสมือนจริง Cryptocurrency ใช้ระบบการกระจายอำนาจ4 ซึ่งตรงข้ามกับระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่รวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง และระบบธนาคารกลาง5 การควบคุมการกระจายอำนาจของแต่ละค่าเงิน Cryptocurrency จะทำงานผ่าน Blockchain ซึ่งเป็นฐานข้อมูลธุรกรรมสาธารณะ ทำหน้าที่เป็นตัวกระจายธุรกรรม6 ตัวอย่างของ Cryptocurrency ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ BITCOIN มีตัวย่อว่า BTC ขณะที่ Cryptocurrency จะเรียกว่า Altcoin มาจากคำว่า Alternative coins ซึ่ง Altcoin ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Litecoin (LTC), Ethereum (ETH), Ripple (XRP) เป็นต้น

นิยามอื่น ๆ 

ใน Oxforddictionaries ซึ่งเป็นเว็บไซต์ dictionary online ได้ให้นิยามของ Cryptocurrency ว่า ค่าเงินดิจิตอลซึ่งใช้เทคนิคการเข้ารหัสที่ถูกใช้ในการควบคุมการสร้างหน่วยเงินตรา การยืนยันธุรกรรมการโอน ทำงานโดยเป็นอิสระจากธนาคารกลาง 7 ขณะที่ merriam-webster ให้นิยามของ cryptocurrency ว่า รูปแบบของค่าเงินใด ๆ ที่มีอยู่ในรูปแบบดิจิตอลเท่านั้น ซึ่งออกโดยหน่วยงานและไม่ได้กำกับโดยธนาคารกลาง และใช้ระบบที่กระจายอำนาจการตัดสินใจในการบันทึกและจัดการธุรกรรมเกี่ยวกับการสร้างจำนวนเงินใหม่เข้าระบบ ซึ่งจะอยู่บนระบบการเข้ารหัส (Cryptography) เพื่อที่จะป้องกันการฉ้อโกง การหลอกลวงผ่านธุรกรรม 8

ความเป็นมาเบื้องต้น


ค่าเงิน Cryptocurrency นั้นมีผู้คนได้พยายามคิดค้นกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 19989 ซึ่งใช้รูปแบบการเข้ารหัสเช่นเดียวกัน ตัวอย่างของเหรียญที่ว่าคือ B-Money และ Bit Gold10  โดย Nick Szabo ซึ่งพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์และไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม Bit Gold ก็ถือเป็นค่าเงิน digital ค่าเงินแรกที่ถูกพัฒนาขึ้น ต่อมา David Chaum ได้สร้าง DigiCash ขึ้นมาใน Netherland ซึ่งเป็นที่ฮือฮากันมากถึงขนาดที่ว่า Microsoft เสนอเงินจำนวน 180 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการที่จะให้นำเงินอิเล็กทรอนิกส์นี้ไว้ใน Window PC ทุกครั้ง อย่างไรก็ตามบริษัทของ Chaum ได้ทำพลาดบางอย่างรวมทั้งปฏิเสธข้อเสนอของ Microsoft ซึ่งทำให้เกิดล้มละลายในปี 1998 นั้น11 ซึ่ง Time Line ของ Bitcoin และ Cryptocurrency เป็นดังนี้12

ในปี 1998 เช่นกัน Wei Dai ได้นำเสนอ Electronic cash system ที่ชื่อว่า B-money โดย Satoshi Nakamoto ได้อ้างอิง b-money นี้ใน white paper ของ Bitcoin13  ต่อจากนั้นมีความพยายามพัฒนา Cryptocurrency ต่อแต่ด้วยการประสบความสำเร็จของ Paypal และเอาชนะไปอย่างง่ายดายด้วยการทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer ทำให้ PayPal เป็นที่รู้จักและกลบเรื่องราวของ Cryptocurrency เอาไว้ ค่าเงินที่มีความใกล้เคียง Paypal ในยุคนั้นที่สุดก็คือ E-gold ซึ่งเป็นค่าเงินที่โดดเด่นในช่วงนั้น โดยแนวคิดของ E-gold คือ คนที่ได้ E-gold มาใช้จะต้องนำทองคำจริง ๆ มาฝากไว้และได้รับ E-gold ไปแทนเพื่อที่จะให้การโอนและการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำนั้นง่าย แต่ก็ต้องปิดตัวลงด้วยการหลอกลวงให้คนมาฝากเงินเสร็จแล้วมีการฉ้อโกงว่าจะได้ผลตอบแทนที่สูง

ในปี 2008 มีบทความชื่อว่า BitcoinA Peer to Peer Electronic Cash System ได้ถูก Post ใน Mailling List diccussion เกี่ยวกับเทคโนโลยี Cryptography โดยผู้ที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ซึ่งปัจจุบันเป็นใครก็ยังไม่รู้ และ Nakamoto ได้เผยแพร่ White paper ของเขาในปี 2009 ซึ่งเปิดเผย Concept เทคโนโลยี และ Code ที่ใช้ใน Bitcoin ไว้ด้วย ด้วยเหตุนี้ Bitcoin จึงเป็นเงิน Cryptocurrency สกุลแรกของโลก สิ่งที่ Nakamoto คิดค้นขึ้นนำไปสู่เหตุการณ์การเปลี่ยนเแปลงหลายอย่างในโลกเทคโนโลยี เช่น การกระจายอำนาจธุรกรรมต่าง ๆ ระบบ Peer-to-peer และการใช้ข้อตกลง open source ซึ่งนั่นเป็นการเปิดโลกของค่าเงิน Electronics ที่เรียกว่า Cryptocurrency ขึ้นมา

ในปี 2009 ได้เกิด Cryptocurrency สกุลแรกที่ชื่อ Bitcoin (BTC) ซึ่งโปรแกรมได้เผยแพร่ต่อสาธารณในปีนั้นรวมทั้งมีการขุด (Mining) เพื่อที่จะสร้างธุรกรรมของ Bitcoin เกิดขึ้นในปีนั้น

ในปี 2010 Bitcoin ได้ถูกกำหนดมูลค่าขึ้นเป็นครัั้งแรก เพราะว่า BTC เริ่มจากการขุดและไม่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนจึงทำให้มันไม่มีมูลค่าที่เป็นมูลค่าทางการเงินจริง ๆ ในปี 2010 มีใครสักคนหนึ่งพยายามที่จะแลก 10,000 BTC เพื่อแลกกับ Pizza 2 ถาด ซึ่งถ้าตีราคาพิซซ่าในปัจจุบันก็เป็นพิซซ่าที่ราคาแพงมากเช่นกัน

ในปี 2011 หลังจากนั้น Bitcoin ได้รับความนิยมอย่างมากและผู้คนเริ่มพูดถึงแนวคิดของเงินที่ไม่มีคนมาคอยชี้นำการตัดสินใจของนโยบายทางการเงิน (Decentralization) จึงทำให้เกิดเหรียญ Cryptocurrency อื่น ๆ ขึ้นมาซึ่งเรียกว่า Altcoin โดยสร้างขึ้นจาก Source code ของ Bitcoin เป็นฐานแต่ว่ามีการพัฒนาปรับปรุงด้านความเร็วการพัฒนาด้าน function อื่น ๆ เพิ่มเติม เหรียญที่พัฒนาขึ้นในช่วงนั้นได้แก่ Litecoin เป็นต้น

ในปี 2013 หลังจากความนิยมของ Bitcoin พุ่งสุงขึ้นทำให้ราคาของ Bitcoin พุ่งสูงกว่า 1,000 เหรียญและร่วงลงอย่างหนักมีการเก็งกำไรใน Bitcoin อย่างเห็นได้ชัด มีกลุ่มคนที่สะสมเหรียญ มีการเข้ามาของนักลงทุน นักเสี่ยงโชค นักพนันรายวัน

ในปี 2016 เป็นปีที่เกิด Ethereum และ ICOs ซึ่งเป็น Platform ที่เรียกว่า Ether เพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้าง Blockchain และ Application อื่น ๆ การมาของ Ethereum หรือ ETH เปิดประตูของการสร้าง Cryptocurrency อื่น ๆ ผ่าน Blockchain-based smart contract ซึ่งทำให้มีการระดมทุนที่จะออกเหรียญของตัวเองของคนหลายกลุ่มเพราะไม่ต้องใช้ความรู้ที่ซับซ้อนในการ Coding มากมายอีกต่อไป การระดมทุนนั้นเรียกว่า Initial Coin Offerings หรือ ICOs โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับการออก Initial Public Offering ของตลาดหุ้น หรือ IPO กล่าวคือ เป็นการระดมทุนจากบุคคล นิติบุคคลที่สนใจ ในการให้เงินสนับสนุนในการพัฒนาโปรเจ็คการสร้างเหรียญ สร้างชุมชนของเหรียญขึ้นมา และได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเหรียญหลังจากการระดมทุน ICO สิ้นสุดลง

การใช้งาน Cryptocurrency


Cryptocurrency ถูกสร้างมาเพื่อใช้เป็นสกุลเงิน เป็น Credit เพื่อใช้จ่ายแทนระบบการเงินที่มีอยู่ โดยใช้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดราคา ขณะที่มีบางเหรียญหรือ Token ที่ใช้ราคาคงที่เช่น Tether หรือ USDT

การสร้างมาเพื่อถูกใช้แทนค่าเงิน Fiat เพื่อต้องการความเป็นธรรม โปร่งใส การทำธุรกรรมได้รวดเร็ว และต้นทุนถูก อย่างไรก็ตามการใช้งาน Cryptocurrency ยังไม่เป็นที่ยอมรับแพร่หลายเนื่องหลายสาเหตุ เช่น ต้นทุนที่ไม่ได้ถูกจริงของ BTC ในการโอนธุรกรรม ซึ่งเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ณ ปี 2018 โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้การใช้งานยังไม่เกิดขึ้นจริงมีดังต่อไปนี้

  1. สภาพแวดล้อม หรือ Crypto-environment ยังไม่พร้อมเพียงพอต่อการใช้จ่าย
  2. สภาพตลาดเต็มไปด้วยการเก็งกำไร ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้เป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยน เนื่องจากผู้รับชำระเงินจะต้องเผชิญกับความผันผวนของราคา
  3. ค่าธรรมเนียมของบางเหรียญไม่ได้ถูกตามวัตถุประสงค์ของของการออกแบบโดยเฉพาะ BTC ซึ่งเป็นเหรียญที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด
  4. การยากที่จะติดตามเนื่องจากกฏหมายและข้อบังคับของหลายประเทศยังปรับตัวไม่ทัน

นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการหลอกลวงและความปลอดภัย ซึ่งเป็นปัญหาสืบเนื่องจากปัญหาธุรกิจออนไลน์ที่มีการหลอกลวงกันสูงสุด การทำธุรกรรมโดยใช้เงิน Fiat อาจจะสั่งการระงับการโอนเข้าออกปิดบัญชีจากการธนาคารต้นทางได้ แต่ในโลกของ Cryptocurrency เมื่อโอนไปยัง Account อื่นของ Cryptocurrency Wallet แล้ว ยากมากที่จะได้รับเงินคืนเนื่องจากการไม่พอใจสินค้าหรือบริการ หรือมีการหลอกลวงโดยเฉพาะ ตลาดซื้อขาย (Broker) ที่มีความน่าเชื่อถือสูงซึ่งไม่มีหน่วยงานกำกับ

footnotes

Show 13 Footnotes

  1. Andy Greenberg (20 April 2011). “Crypto Currency”. Forbes.com. ตามที่อ้างอิงใน https://en.wikipedia.org/wiki/Cryptocurrency สืบค้นเมื่อ 30 เมษายน 2018, footnotes
  2. Cryptocurrencies: A Brief Thematic Review Archived 2017-12-25 at the Wayback Machine.Economics of Networks Journal. Social Science Research Network (SSRN) ตามที่อ้างอิงใน https://en.wikipedia.org/wiki/Cryptocurrency สืบค้นเมื่อ 30 เมษายน 2018, footnotes
  3. Schuettel, Patrick (2017). The Concise Fintech Compendium. Fribourg: School of Management Fribourg/Switzerland. Archived from the original on 2017-10-24. ตามที่อ้างอิงใน https://en.wikipedia.org/wiki/Cryptocurrency สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2018, footnotes
  4. McDonnell, Patrick “PK” (9 September 2015). “What Is The Difference Between Bitcoin, Forex, and Gold”. NewsBTC. Archived from the original on 16 September 2015. Retrieved 15 September 2015 ตามที่อ้างอิงใน https://en.wikipedia.org/wiki/Cryptocurrency สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2018, footnotes
  5. Allison, Ian (8 September 2015). “If Banks Want Benefits of Blockchains, They Must Go Permissionless”. NewsBTC. Archived from the original on 12 September 2015. Retrieved 15 September 2015 ตามที่อ้างอิงใน https://en.wikipedia.org/wiki/Cryptocurrency สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2018, footnotes
  6. Matteo D’Agnolo. “All you need to know about Bitcoin”. timesofindia-economictimes. Archived from the original on 2015-10-26 ตามที่อ้างอิงใน https://en.wikipedia.org/wiki/Cryptocurrency สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2018, footnotes
  7. เว็บไซต์ https://en.oxforddictionaries.com/definition/cryptocurrency. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2018, footnotes
  8. เว็บไซต์ https://www.merriam-webster.com/dictionary/cryptocurrency. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2018, footnotes
  9. Bernard Marr, 2017. A Short History Of Bitcoin And Crypto Currency Everyone Should Read. ที่มา https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2017/12/06/a-short-history-of-bitcoin-and-crypto-currency-everyone-should-read/#6d57f4ee3f27 สืบค้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2018, footnotes
  10. The history of Cryptocurrency ที่มา https://cryptocurrencyfacts.com/ สืบค้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2018, footnotes
  11. Team Koinex, 2017. A brief history of cryptocurrency ที่มา https://medium.com/koinex-crunch/a-brief-history-of-cryptocurrency-889fed168555 สืบค้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2018, footnotes
  12. Bernard Marr 2017. Forbes: A short History of Bitcoin and Crypto Currency Everyone Should Read ที่มา: https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2017/12/06/a-short-history-of-bitcoin-and-crypto-currency-everyone-should-read/2/#3f3d5546533c สืบค้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2018, footnotes
  13. b-money ที่มา https://en.bitcoin.it/wiki/B-money สืบค้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2018, footnotes